SKU คืออะไร?
ร้านค้าออนไลน์ควรรู้ก่อนสต็อกของ

เวลาขายของออนไลน์ช่วงแรก ๆ สินค้าอาจมีไม่กี่แบบ จำได้หมดว่าอันไหนสีอะไร ไซซ์ไหนเหลือกี่ชิ้น จะหยิบของก็เดินไปหยิบได้เลย

แต่พอร้านเริ่มโตขึ้น มีสินค้า 20 แบบ 50 แบบ หรือเป็นร้อยรายการ ปัญหาจะเริ่มตามมาค่ะ

ของชิ้นนี้เหลือเท่าไร?
สีดำอยู่กล่องไหน?
ลูกค้าสั่งไซซ์ M แต่หยิบ L ไปหรือเปล่า?
ของรุ่นนี้ยังมีสต็อกจริงไหม?

ตรงนี้เองที่คำว่า SKU เข้ามาช่วยจัดระบบค่ะ

วันนี้ BE WAREHOUSE โกดังให้เช่าย่านบางพลัด–จรัญสนิทวงศ์ จะพามารู้จัก SKU แบบเข้าใจง่าย ว่าคืออะไร ใช้ยังไง และทำไมร้านค้าออนไลน์ควรเริ่มทำตั้งแต่ก่อนสต็อกเริ่มเยอะ

SKU คืออะไร?

SKU ย่อมาจาก Stock Keeping Unit

พูดง่าย ๆ คือ รหัสที่ร้านค้าตั้งขึ้นเพื่อใช้แยกสินค้าแต่ละแบบออกจากกัน

เช่น เราขายเสื้อยืดรุ่นเดียวกัน แต่มีหลายสีและหลายไซซ์

– เสื้อดำ ไซซ์ S
– เสื้อดำ ไซซ์ M
– เสื้อขาว ไซซ์ S
– เสื้อขาว ไซซ์ M

ถึงจะเป็นเสื้อรุ่นเดียวกัน แต่แต่ละแบบควรมี SKU คนละรหัส เพราะถือเป็นสินค้าคนละหน่วยในการจัดการสต็อก

ตัวอย่างเช่น

– TSH-BLK-S
– TSH-BLK-M
– TSH-WHT-S
– TSH-WHT-M

พอเห็นรหัส เราก็รู้ทันทีว่าสินค้านั้นคืออะไร สีอะไร และไซซ์ไหน

SKU ไม่ใช่ Barcode ใช่ไหม?

ใช่ค่ะ สองอย่างนี้คนมักสับสนกัน

SKU เป็นรหัสที่ร้านหรือธุรกิจตั้งขึ้นเอง เพื่อใช้จัดการสินค้าในระบบของตัวเอง

ส่วน Barcode เป็นรหัสที่ใช้กับเครื่องสแกน และอาจมีมาตรฐานที่ใช้ร่วมกันในระบบค้าปลีก

ร้านเล็ก ๆ อาจเริ่มจาก SKU อย่างเดียวก่อนก็ได้ ยังไม่จำเป็นต้องมี Barcode ทุกชิ้นตั้งแต่วันแรก

ทำไมร้านค้าออนไลน์ควรมี SKU?

1. เช็กสต็อกง่ายขึ้น

แทนที่จะเขียนว่า

“เสื้อสีดำ ไซซ์ M”

ทุกครั้ง เราใช้รหัส

TSH-BLK-M

ระบบก็จะจัดการง่ายขึ้น และลดความสับสนเวลามีสินค้าหลายแบบ

2. ลดการหยิบสินค้าผิด

ร้านที่ขายดี วันหนึ่งอาจมีหลายสิบหรือหลายร้อยออเดอร์

ถ้าสินค้าหน้าตาคล้ายกันมาก เช่น สีใกล้กันหรือแพ็กเกจเหมือนกัน การมี SKU ติดที่ชั้นและกล่องจะช่วยให้พนักงานตรวจสอบก่อนแพ็กได้ง่ายขึ้น

ช่วยลดปัญหา

ลูกค้าสั่ง A แต่ส่ง B

ซึ่งสุดท้ายต้องเสียทั้งค่าขนส่งและเวลาแก้ปัญหาค่ะ

3. รู้ว่าสินค้าตัวไหนขายดี

ถ้าแต่ละแบบมี SKU ชัดเจน เราจะเห็นง่ายขึ้นว่า

– รุ่นไหนขายดี
– สีไหนขายดี
– ไซซ์ไหนหมดเร็ว
– ตัวไหนขายช้า
– ตัวไหนกลายเป็น Dead Stock

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ตัดสินใจสั่งของรอบต่อไปได้แม่นขึ้น

ไม่ต้องใช้ความรู้สึกว่า

“จำได้ว่าสีนี้น่าจะขายดีนะ”

แต่ดูจากตัวเลขได้เลยค่ะ

4. จัดโกดังง่ายขึ้นมาก

เมื่อสินค้ามี SKU แล้ว เราสามารถเชื่อมรหัสเข้ากับตำแหน่งเก็บได้

เช่น

TSH-BLK-M → Rack A / Shelf 2

พนักงานก็ไม่ต้องเดินหาทั้งโกดัง

ถ้าธุรกิจโตขึ้นและมีสินค้าเป็นร้อยหรือเป็นพัน SKU ระบบนี้ยิ่งสำคัญมาก

5. ขายหลายช่องทางก็ยังจัดการได้

ร้านออนไลน์ยุคนี้อาจไม่ได้ขายแค่ที่เดียว

บางร้านขายพร้อมกันใน

– Shopee
– Lazada
– TikTok Shop
– Facebook
– เว็บไซต์ของตัวเอง
– หน้าร้าน

ถ้าใช้ SKU เดียวกันในทุกช่องทาง จะช่วยให้ควบคุมสต็อกง่ายขึ้นมาก

โดยเฉพาะเวลามีระบบ Inventory เชื่อมหลายแพลตฟอร์มเข้าด้วยกัน

ตั้ง SKU ยังไงดี?

หลักสำคัญคือ คนในร้านต้องอ่านแล้วเข้าใจ

ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนค่ะ

ตัวอย่างขายรองเท้า:

SH-NKE-BLK-42

อาจหมายถึง

– SH = Shoes
– NKE = Nike
– BLK = Black
– 42 = Size 42

หรือถ้าขายกาแฟ:

CF-ARABICA-250

หมายถึงกาแฟ Arabica ขนาด 250 กรัม

หลักง่าย ๆ คือควรให้ SKU

– สั้นพออ่านง่าย
– ไม่ซ้ำกัน
– มีรูปแบบเหมือนกันทั้งร้าน
– บอกข้อมูลที่จำเป็น
– ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อย

ไม่ควรใช้ SKU แบบไหน?

หลีกเลี่ยงรหัสที่ดูไม่รู้เรื่อง เช่น

001, 002, 003, 004

ตอนมีสินค้าแค่ 10 รายการอาจยังพอจำได้ แต่พอมี 500 รายการ จะเริ่มไม่รู้แล้วว่า 327 คืออะไรค่ะ

อีกอย่างคืออย่าตั้งรหัสยาวเกินไปจนพนักงานต้องใช้เวลานั่งอ่าน

เป้าหมายของ SKU คือช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น ไม่ใช่สร้างปริศนาใหม่ให้คลังสินค้า

SKU เยอะขึ้น หมายความว่าต้องมีพื้นที่เก็บมากขึ้นหรือไม่?

ไม่เสมอไปค่ะ แต่เมื่อจำนวน SKU เพิ่มขึ้น การจัดพื้นที่จะซับซ้อนขึ้นแน่นอน

สมมติร้านมีสินค้าแค่ 5 SKU เราอาจเก็บรวมกันบนชั้นเดียวได้

แต่ถ้ามี 300 SKU แต่ละตัวมีสต็อกหลายชิ้น เราจะเริ่มต้องมี

– ชั้นวางมากขึ้น
– ป้ายตำแหน่ง
– พื้นที่แพ็กสินค้า
– พื้นที่รับของเข้า
– พื้นที่รอส่ง
– ระบบ Inventory ที่ชัดเจน

ตรงนี้เองที่หลายร้านเริ่มพบว่า บ้านไม่เหมาะกับการเป็นคลังสินค้าอีกต่อไป

ก่อนสต็อกของเพิ่ม ลองนับ SKU ก่อน

บางครั้งเรารู้ว่าสินค้าเยอะ แต่ไม่เคยนับจริง ๆ ว่ามีกี่ SKU

ลองเริ่มจากทำรายการง่าย ๆ ใน Excel หรือ Google Sheets ก่อนก็ได้ โดยมีข้อมูลเช่น

SKU | ชื่อสินค้า | สี | ขนาด | จำนวนคงเหลือ | ตำแหน่งเก็บ

แค่นี้ก็ช่วยให้เห็นภาพธุรกิจชัดขึ้นเยอะค่ะ

พอร้านโตขึ้นค่อยขยับไปใช้ระบบ Inventory หรือ Warehouse Management System ก็ยังทัน

SKU เล็ก ๆ แต่ช่วยธุรกิจโตแบบไม่วุ่นวาย

SKU อาจดูเหมือนเรื่องเล็กสำหรับร้านที่เพิ่งเริ่มขาย แต่ยิ่งธุรกิจโต ยิ่งเห็นประโยชน์ชัดค่ะ

เพราะมันช่วยตั้งแต่

รับสินค้า → จัดเก็บ → นับสต็อก → หยิบ → แพ็ก → ส่ง → วิเคราะห์ยอดขาย

ถ้ากำลังเริ่มขายออนไลน์และสินค้ายังไม่เยอะ นี่คือช่วงที่เหมาะที่สุดในการเริ่มตั้งระบบ SKU เพราะทำตอนมีสินค้า 20 รายการ ง่ายกว่ารอจนมี 2,000 รายการแล้วค่อยกลับมาจัดใหม่มากค่ะ

สำหรับร้านค้าออนไลน์และ SME ที่เริ่มมี SKU และสต็อกจำนวนมาก จนพื้นที่บ้านหรือสำนักงานไม่เพียงพอ BE WAREHOUSE ย่านบางพลัด–จรัญสนิทวงศ์ มีพื้นที่เก็บของและโกดังหลายขนาด สำหรับธุรกิจที่ต้องการแยกพื้นที่จัดเก็บสินค้าให้เป็นระบบมากขึ้นค่ะ

ให้บริการพื้นที่โกดังสินค้าขนาดใหญ่ ตั้งเเต่ 100 – 300 + ตร.ม.
โดย BE WAREHOUSE อยู่ภายใต้ บริษัท บีระพันธ์ จำกัด
ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการด้านคลังสินค้าหรือการจัดเก็บสินค้า

ข้อมูลติดต่อ

ข้อมูลติดต่อ