ยุคนี้หลายคนไม่ได้มีรายได้จากทางเดียวอีกต่อไป บางคนมีงานประจำไปด้วย ขายของออนไลน์ไปด้วย บางคนเริ่มจากขายเล็ก ๆ ใน Facebook, TikTok, Shopee, Lazada หรือไลฟ์ขายของช่วงเย็นหลังเลิกงาน
ตอนเริ่มขายใหม่ ๆ ของอาจมีไม่เยอะ เก็บไว้ในห้องนอนบ้าง ใต้บันไดบ้าง มุมหนึ่งของห้องรับแขกบ้าง ก็ยังพอไหว
แต่พอขายดีขึ้นเรื่อย ๆ จากกล่องไม่กี่ใบเริ่มกลายเป็นสิบกล่อง จากชั้นวางเล็ก ๆ เริ่มลามไปถึงโต๊ะกินข้าว แล้ววันหนึ่งเราก็พบว่า…
“นี่บ้านหรือโกดังกันแน่?”
ถ้าตอนนี้บ้านเริ่มเต็มไปด้วยสินค้า กล่องพัสดุ เทป แพ็กเกจ และของที่รอส่งลูกค้า ลองมาดูกันค่ะว่าควรจัดการยังไง ก่อนที่ธุรกิจจะโตเร็วกว่าพื้นที่ในบ้าน
ปัญหาหนึ่งที่ทำให้บ้านดูเต็มเร็วกว่าความจริง คือเรามักเอาทุกอย่างกองรวมกัน
ลองเริ่มจากการแยกเป็นหมวดง่าย ๆ
เช่น
– สินค้าพร้อมขาย
– สินค้ารอแพ็ก
– สินค้ารอเคลม
– กล่องและอุปกรณ์แพ็ก
– ของใช้ส่วนตัว
– ของที่เก็บไว้นานแต่ไม่ได้ใช้
พอแยกแล้วจะเห็นชัดขึ้นว่า พื้นที่หายไปกับอะไรบ้าง
บางทีสินค้ายังไม่ได้เยอะอย่างที่คิด แต่กล่องเปล่า อุปกรณ์แพ็ก และของที่ไม่ได้ใช้ต่างหากที่กินพื้นที่ไปครึ่งห้อง
ถ้ายังจำเป็นต้องเก็บของไว้ที่บ้าน ลองเปลี่ยนจาก “กอง” เป็น “ชั้น”
ใช้ชั้นเหล็ก ชั้นวาง หรือ Rack ช่วยจัดสินค้าให้สูงขึ้น จะใช้พื้นที่ได้คุ้มกว่าการวางกล่องเรียงเต็มพื้น
นอกจากช่วยประหยัดพื้นที่แล้ว ยังช่วยให้
– นับสต็อกง่าย
– หาของเร็ว
– ลดของหาย
– ลดการเหยียบหรือวางทับกัน
– ทำความสะอาดพื้นง่ายขึ้น
ควรติดป้ายชื่อสินค้าและแบ่งโซนให้ชัดด้วยค่ะ
ถ้าขายออนไลน์ทุกวัน อย่าเก็บสินค้าทุกตัวแบบสุ่มค่ะ
ของที่ขายดีและหยิบบ่อย ควรอยู่ใกล้โต๊ะแพ็กหรือจุดที่หยิบง่ายที่สุด
ส่วนสินค้าที่ขายช้า หรือเป็นสต็อกสำรอง สามารถเก็บไว้ด้านในหรือชั้นบนได้
หลักง่าย ๆ คือ
หยิบบ่อย = อยู่ใกล้
หยิบน้อย = อยู่ไกล
แค่นี้ก็ช่วยลดเวลาหาของในแต่ละวันได้เยอะมาก
บ้านเต็มไม่ได้แปลว่าเราต้องหาที่เก็บเพิ่มเสมอไปค่ะ บางครั้งปัญหาคือมี Dead Stock เยอะเกินไป
ลองดูว่ามีสินค้าตัวไหน
– ขายไม่ออกมาหลายเดือน
– ซื้อมาเยอะเกินจริง
– มีรุ่นใหม่มาแทนแล้ว
– ใกล้หมดอายุ
– ไม่ได้มีแผนจะขายต่อแล้ว
ของกลุ่มนี้ควรรีบจัดโปรโมชั่น ทำ Bundle ลดราคา หรือหาวิธีระบายสต็อก
เพราะพื้นที่เองก็มีต้นทุนค่ะ
ถ้าเอาพื้นที่ดี ๆ ไปเก็บของที่แทบไม่ขาย ก็เท่ากับเสียพื้นที่ให้สินค้าที่ไม่สร้างรายได้
นี่เป็นจุดที่เจ้าของร้านออนไลน์หลายคนเริ่มรู้สึกชัดมากค่ะ
ช่วงแรกเรายังรู้สึกสนุกกับการมีกล่องอยู่รอบตัว เพราะมันหมายถึงร้านขายดี
แต่เมื่อธุรกิจโตขึ้น บ้านอาจเริ่มกลายเป็น
ห้องนั่งเล่น = ที่แพ็กของ
โต๊ะกินข้าว = ที่ติดใบปะหน้า
ห้องนอน = ที่เก็บสต็อก
โรงรถ = ที่วางกล่อง
สุดท้ายเราแทบไม่มีพื้นที่พักจริง ๆ
ถ้าธุรกิจเริ่มกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า ถึงเวลาต้องแยกบ้านออกจากพื้นที่ธุรกิจแล้วค่ะ
พอพูดถึงการย้ายสินค้าออกจากบ้าน หลายคนจะคิดทันทีว่า
“ต้องเช่าโกดังใหญ่เลยเหรอ?”
จริง ๆ ไม่จำเป็นค่ะ
ถ้าสินค้ายังไม่ได้เยอะมาก อาจเริ่มจากพื้นที่เก็บของขนาดเล็กหรือ Self Storage ก่อน เช่น 5–30 ตารางเมตร
เหมาะกับคนที่ต้องการ
– เก็บสต็อกสำรอง
– เก็บกล่องและอุปกรณ์
– แยกสินค้าที่ไม่ได้ใช้ทุกวันออกจากบ้าน
– มีพื้นที่เพิ่มโดยไม่ต้องเช่าคลังขนาดใหญ่
พอธุรกิจโตขึ้นจริง ๆ ค่อยขยับไปใช้โกดังขนาดใหญ่ขึ้นก็ได้
มีสัญญาณง่าย ๆ ว่าธุรกิจอาจเริ่มต้องการโกดังหรือคลังสินค้า เช่น
– มีสินค้าหลายร้อยกล่อง
– รถขนส่งมารับของทุกวัน
– บ้านไม่มีทางเดินเพราะมีสต็อกเต็ม
– ต้องใช้พนักงานช่วยแพ็ก
– ต้องรับสินค้าจาก Supplier บ่อย
– เริ่มต้องใช้พาเลต
– ต้องมีโต๊ะแพ็กของจริงจัง
– ต้องการแยก Office ออกจากบ้าน
ถ้าเริ่มมีหลายข้อพร้อมกัน การเช่าพื้นที่สำหรับธุรกิจอาจช่วยให้การทำงานเป็นระบบขึ้นเยอะค่ะ
สิ่งสำคัญคือพื้นที่นั้นใช้งานได้จริงหรือไม่
ควรเช็กทั้ง
– รถเข้าถึงสะดวกไหม
– มีที่จอดรถหรือไม่
– พื้นรับน้ำหนักได้เท่าไร
– มี CCTV และระบบรักษาความปลอดภัยหรือไม่
– มีไฟฟ้าเพียงพอไหม
– สามารถทำพื้นที่แพ็กของหรือ Office ได้หรือเปล่า
– เข้าออกได้ช่วงเวลาไหน
– มีบริการ Forklift หรือไม่ ถ้าสินค้าหนัก
บางครั้งพื้นที่เล็กกว่าแต่จัดการดี อาจใช้งานได้ดีกว่าโกดังใหญ่ที่ไม่เหมาะกับรูปแบบธุรกิจค่ะ
ลองคิดอีกมุมค่ะ
จากวันที่เริ่มขายของไม่กี่ชิ้น จนวันนี้บ้านไม่มีที่วาง เพราะสินค้าขายดีขึ้น นั่นก็แปลว่าธุรกิจของเราเดินมาไกลกว่าตอนเริ่มต้นแล้วเหมือนกัน
เพียงแค่เมื่อธุรกิจโต ระบบและพื้นที่ก็ควรโตตาม
อย่ารอจนกล่องสินค้ากลายเป็นโต๊ะกินข้าว หรือเปิดประตูห้องแล้วต้องหลบกล่องก่อนเดินเข้า
เริ่มจากจัดสต็อกให้เป็นระบบ ระบายของที่ไม่จำเป็น และถ้าพื้นที่บ้านเริ่มไม่พอจริง ๆ ลองมองหาพื้นที่จัดเก็บภายนอกที่เหมาะกับขนาดธุรกิจ
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหา พื้นที่เก็บของหรือโกดังให้เช่าในกรุงเทพ ทาง BE WAREHOUSE ย่านบางพลัด–จรัญสนิทวงศ์ มีทั้งพื้นที่เก็บของขนาดเล็กและโกดังหลายขนาด เหมาะสำหรับร้านค้าออนไลน์ SME และธุรกิจที่กำลังขยายตัว โดยสามารถเลือกพื้นที่ให้เหมาะกับจำนวนสินค้าและลักษณะการใช้งานได้ค่ะ
บางทีการย้ายสต็อกออกจากบ้าน ไม่ได้แค่ช่วยให้ธุรกิจเป็นระบบขึ้น แต่ยังช่วยให้บ้านกลับมาเป็น “บ้าน” อีกครั้งด้วยค่ะ
ให้บริการพื้นที่โกดังสินค้าขนาดใหญ่ ตั้งเเต่ 100 – 300 + ตร.ม.
โดย BE WAREHOUSE อยู่ภายใต้ บริษัท บีระพันธ์ จำกัด
ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการด้านคลังสินค้าหรือการจัดเก็บสินค้า