ถ้าในโกดังมีสินค้าอยู่ไม่กี่กล่อง มูลค่าไม่มาก เรื่องประกันอาจยังไม่ใช่สิ่งแรกที่เจ้าของธุรกิจนึกถึง
แต่ถ้าวันหนึ่งสต็อกเริ่มมีมูลค่าหลักแสน หลักล้าน หรือมากกว่านั้น คำถามที่ควรถามไม่ใช่แค่
“โกดังปลอดภัยไหม?”
แต่ควรถามต่อด้วยว่า
“ถ้าเกิดไฟไหม้ น้ำท่วม หรือสินค้าสูญหายขึ้นมา ใครเป็นคนรับความเสียหาย?”
วันนี้ BE WAREHOUSE โกดังและคลังสินค้าให้เช่าย่านบางพลัด–จรัญสนิทวงศ์ ชวนมาทำความเข้าใจเรื่องประกันสินค้าในโกดังแบบง่าย ๆ ว่าจำเป็นแค่ไหน และก่อนเช่าคลังสินค้าควรถามอะไรบ้าง
ไม่ควรเข้าใจว่าเช่าโกดังแล้วสินค้าของเราจะได้รับประกันโดยอัตโนมัติค่ะ
เจ้าของโกดังอาจมีประกันสำหรับ ตัวอาคาร หรือทรัพย์สินของผู้ให้เช่า แต่ไม่ได้หมายความว่าจะครอบคลุมสต็อกสินค้าของผู้เช่าทุกกรณี
สำนักงาน คปภ. ระบุว่า ประกันอัคคีภัยสำหรับสถานประกอบธุรกิจสามารถเอาประกันได้ทั้งอาคาร โกดัง เครื่องจักร และสต็อกสินค้า แต่ต้องดูว่าทรัพย์สินนั้นถูกระบุไว้ในกรมธรรม์หรือไม่ และภัยบางประเภท เช่น น้ำท่วม อาจต้องซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมค่ะ
ดังนั้นก่อนเซ็นสัญญาเช่า ควรถามให้ชัดว่า
“ประกันของสถานที่ครอบคลุมแค่ตัวอาคาร หรือครอบคลุมสินค้าของผู้เช่าด้วย?”
ขึ้นอยู่กับกรมธรรม์ที่เลือกค่ะ แต่ความเสี่ยงที่ธุรกิจมักพิจารณา เช่น
– ไฟไหม้
– ฟ้าผ่า
– การระเบิด
– น้ำท่วม
– ลมพายุ
– ความเสียหายจากน้ำบางประเภท
– การโจรกรรม
– ความเสียหายต่อเครื่องจักรหรืออุปกรณ์
คำสำคัญคือ “ขึ้นอยู่กับกรมธรรม์”
เพราะประกันแต่ละแบบไม่ได้ครอบคลุมเหมือนกันทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ประกันบางแพ็กเกจครอบคลุมความเสียหายจากน้ำ แต่ระบุชัดว่า ไม่รวมน้ำท่วม ขณะที่ภัยน้ำท่วมต้องมีความคุ้มครองเพิ่มเติมต่างหาก
ช่วงที่หลายพื้นที่เจอน้ำท่วม เรื่องนี้ยิ่งควรอ่านให้ละเอียดค่ะ
ลองคิดง่าย ๆ ค่ะ
ถ้าในโกดังมีสินค้ามูลค่า 50,000 บาท กับ 5 ล้านบาท ความเสี่ยงทางธุรกิจย่อมไม่เท่ากัน
สำหรับบริษัทที่มีสต็อกจำนวนมาก ความเสียหายครั้งเดียวอาจกระทบทั้ง
เงินทุนหมุนเวียน + ออเดอร์ลูกค้า + รายได้ + การดำเนินธุรกิจ
ดังนั้นยิ่งมูลค่าสต็อกสูง การบริหารความเสี่ยงด้วยประกันก็ยิ่งมีความสำคัญ
โกดังที่มีระบบรักษาความปลอดภัยดีถือว่าเป็นข้อดีมากค่ะ
ทั้ง CCTV
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
ระบบควบคุมการเข้าออก
ประตูล็อกเป็นสัดส่วน
แต่ระบบเหล่านี้มีหน้าที่ ลดความเสี่ยง
ไม่ได้หมายความว่าหากเกิดเหตุแล้วจะมีเงินชดเชยความเสียหายให้ธุรกิจ
เพราะฉะนั้นควรมองเป็นสองเรื่องแยกกัน
ระบบรักษาความปลอดภัย = ช่วยป้องกัน
ประกัน = ช่วยบริหารผลกระทบทางการเงินเมื่อเกิดเหตุที่อยู่ในความคุ้มครอง
โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน อย่าเห็นคำว่า “ประกันทรัพย์สิน” แล้วคิดว่าน้ำท่วมจะรวมอยู่ด้วยเสมอค่ะ
ตามข้อมูลของ คปภ. ภัยน้ำท่วมสามารถเป็นความคุ้มครองเพิ่มเติมของประกันสำหรับสถานประกอบธุรกิจได้ และมีนิยามของภัยน้ำท่วมในกรมธรรม์โดยเฉพาะ
ก่อนทำประกันควรถามว่า
– น้ำท่วมรวมอยู่หรือไม่
– ทุนประกันเท่าไร
– มีความเสียหายส่วนแรกหรือไม่
– มีข้อจำกัดด้านพื้นที่หรือไม่
– สินค้าประเภทของเรารับประกันหรือไม่
ข้อนี้สำคัญมากสำหรับผู้เช่าโกดัง
ตัวอาคารอาจมีเจ้าของพื้นที่ดูแลอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เป็นเงินของธุรกิจเราจริง ๆ คือ สินค้า
ถ้าต้องการให้สต็อกได้รับความคุ้มครอง ต้องตรวจสอบว่ากรมธรรม์ระบุสต็อกสินค้าไว้หรือไม่
ข้อมูลจากผลิตภัณฑ์ประกันของกรุงเทพประกันภัยเองก็มีตัวอย่างที่ระบุว่า สต็อกสินค้าอาจไม่รวมอยู่ในความคุ้มครอง เว้นแต่จะระบุไว้ในกรมธรรม์อย่างชัดเจน กรุงเทพประกันภัย
ดังนั้นอย่าดูแค่ชื่อประกันค่ะ ต้องดู Schedule หรือรายละเอียดทรัพย์สินที่เอาประกันด้วย
สมมติในโกดังมีสินค้ามูลค่า 3 ล้านบาท แต่ทำทุนประกันไว้เพียง 500,000 บาท
หากเกิดความเสียหายหนัก วงเงินที่มีอาจไม่เพียงพอกับความเสียหายจริง
เจ้าของธุรกิจจึงควรอัปเดตมูลค่าสต็อกเป็นระยะ โดยเฉพาะธุรกิจที่สินค้าขึ้นลงตามฤดูกาล เช่น ช่วง 9.9, 11.11, ปลายปี หรือก่อนเทศกาลใหญ่
ช่วงปกติอาจมีของ 1 ล้านบาท แต่ก่อนแคมเปญอาจเพิ่มเป็น 4 ล้านบาทก็ได้
ของทุกอย่างไม่ได้รับการประกันด้วยเงื่อนไขเดียวกันค่ะ
เช่น
– เครื่องจักร
– เครื่องใช้ไฟฟ้า
– อาหาร
– เครื่องสำอาง
– สินค้ามูลค่าสูง
– เอกสารสำคัญ
– ของสะสม
– ทองหรืออัญมณี
อาจมีข้อกำหนดหรือข้อยกเว้นเฉพาะ
ถ้าสินค้าของธุรกิจมีลักษณะพิเศษ ควรแจ้งบริษัทประกันหรือโบรกเกอร์ตรง ๆ ตั้งแต่ก่อนทำกรมธรรม์
เวลาไปดู คลังสินค้าให้เช่า สามารถถามผู้ให้เช่าได้เลยว่า
1. ตัวอาคารมีประกันอะไรอยู่บ้าง
2. ประกันนั้นครอบคลุมสินค้าของผู้เช่าหรือไม่
3. หากไม่ครอบคลุม ผู้เช่าสามารถทำประกันสินค้าเองได้หรือไม่
4. พื้นที่เคยมีประวัติน้ำท่วมหรือเหตุความเสียหายอะไรบ้าง
5. มีระบบรักษาความปลอดภัยอะไร เช่น CCTV รปภ. หรือระบบควบคุมการเข้าออก
คำตอบเหล่านี้ช่วยให้เราประเมินความเสี่ยงได้มากกว่าดูค่าเช่าเพียงอย่างเดียวค่ะ
ถ้าถามว่าทุกธุรกิจ ต้อง ทำประกันสินค้าในโกดังหรือไม่ คำตอบขึ้นอยู่กับมูลค่าทรัพย์สิน ความเสี่ยง และความสามารถของธุรกิจในการรับความเสียหายเอง
แต่ลองถามตัวเองง่าย ๆ ว่า
ถ้าสินค้าในโกดังเสียหายทั้งหมดวันนี้ ธุรกิจเรารับภาระเองไหวไหม?
ถ้าคำตอบคือ “หนักแน่นอน” นั่นเป็นสัญญาณว่าควรคุยกับบริษัทประกันหรือโบรกเกอร์เพื่อดูทางเลือกที่เหมาะกับธุรกิจค่ะ
นอกจากขนาด ทำเล และราคาแล้ว เรื่องระบบรักษาความปลอดภัย สภาพอาคาร ความเสี่ยงน้ำท่วม และเงื่อนไขประกันก็ควรอยู่ในเช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจเช่นกัน
สำหรับธุรกิจที่กำลังมองหา คลังสินค้าให้เช่าในกรุงเทพ หรือโกดังสำหรับจัดเก็บสินค้า BE WAREHOUSE ย่านบางพลัด–จรัญสนิทวงศ์ มีพื้นที่หลายขนาดสำหรับร้านค้าออนไลน์ SME และธุรกิจที่ต้องการพื้นที่จัดเก็บสินค้า โดยแนะนำให้ผู้เช่าสอบถามรายละเอียดของพื้นที่และวางแผนประกันสินค้าของตนให้เหมาะกับประเภทและมูลค่าของสต็อกก่อนเริ่มใช้งานค่ะ
เพราะระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีช่วยลดโอกาสเกิดเหตุ แต่การวางแผนความเสี่ยงที่ดีช่วยให้ธุรกิจยังเดินต่อได้ หากเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้นจริง
ให้บริการพื้นที่โกดังสินค้าขนาดใหญ่ ตั้งเเต่ 100 – 300 + ตร.ม.
โดย BE WAREHOUSE อยู่ภายใต้ บริษัท บีระพันธ์ จำกัด
ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการด้านคลังสินค้าหรือการจัดเก็บสินค้า